สิบสองปันนา :: นครเมิงไต

Last updated: 9 พ.ค. 2567  |  2158 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สิบสองปันนา :: นครเมิงไต

บทนำ
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่าดินแดนพื้นไข่มุกเขียวขจี อู่ข้าวอู่น้ำ แหล่งเพาะปลูกไร่ชา ยาสูบ และยางพาราขึ้นชื่อ อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าเขาลำเนาไพร ถ้ำ น้ำตก สัตว์ป่านานาพรรณ ดอกไม้นานาชนิด ห้วยหนองคลองบึง แม่น้ำลำธาร เรามารู้จักแดนดินถิ่นนี้กันดีกว่า พร้อมกับช่วยค้นหาคำตอบที่ว่า คนไทยมาจากไหน บนเส้นทางแสวงหาความรู้ร่วมกัน
สิบสองปันนา “นครเมิงไต” เรียกในสำเนียงไทยภาคกลางว่า “นครเมืองไทย” เพราะเสียงสระ “เอือะ, เอือ” ในไทยเท่ากับสระ “เออะ, เ-อิ (เออะ ลดรูป)” เช่น “เมือง เป็น เมิง” และเสียงสระ “เอียะ, เอีย” ในไทยเท่ากับสระ “เอะ, เ-็ (เอะ ลดรูป), เอ” เช่น “เจียง เป็น เจง” เป็นต้น สิบสองปันนาชื่อนี้เกิดขึ้นมาจากการแบ่งเขตการปกครอง โดยยึดถือไร่นาจำนวน ๑๒,๐๐๐ ไร่ ตรงกับสำเนียงไทยทั่วไปที่เรียกว่า “สิบสองพันนา” มีเรื่องราวควรบันทึกไว้

๑. พญาอาลาโว กวดไล่ล่าตามกวางทองมารุ่งอรุณที่นี่ กวางทองนั้นเป็นยักษ์ชื่ออะระกะ จำแลงร่างเป็นกวางทองมา เพื่อจับพระเจ้าแผ่นดินและผู้คนเป็นภักษาหาร ฉะนั้น เมืองนี้จึงมีเรื่องยักษ์เป็นตำนานพื้นเมือง ชื่อเดิมของเมืองว่า เมืองอาฬะวี หรือเมืองสิริสุภกาตา

๒. ชื่อเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น เพราะมีตำนานเล่าว่า “พระพุทธเจ้าเสด็จมารุ่งเช้าที่นี้พอดี” จึงเป็นที่มาของคำว่า “เชียงรุ่ง” แต่คนไทยออกเสียงเป็น “เชียงรุ้ง”

๓. เชียงรุ้ง อาจหมายถึง “เมืองของท้องฟ้าสีรุ้ง” ก็ได้ ตามสำเนียงเรียกของคนไทยทั่วไป แต่คนที่นี่ยืนยันว่า ชื่อที่ถูกต้องแท้จริงคือ “เชียงรุ่ง” แปลว่า “เมืองแห่งฟ้ารุ่งอรุณ” ชาวไตลื้อเองออกเสียงว่า “เจงฮุ่ง” คนจีนหรือภาษาราชการเรียกว่า “จิ่งหง” (Jinghong) ส่วนชื่อที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขียนว่า จิ่งฮอง

๔. สิบสองปันนา (Sipsongpanna) คนจีนออกเสียงว่า “ซีสวงปันนา (Xishuangpanna)” เป็นนครเมิงไตของชาวไตลื้อและชนกลุ่มน้อย ตั้งอยู่ในภาคใต้สุดของมณฑลยูนนาน ในอดีตแบ่งเขตการปกครองเป็น ๑๒ หัวเมืองใหญ่  โดยจัดแบ่งหัวเมืองใหญ่ ๒๘ เมืองเป็น ๑๒ เขตปกครอง จึงเรียกว่า สิบสองปันนา หรือ “สิบสองพันนา” ตามเอกสารบันทึกใน พ.ศ. ๒๑๑๓ จัดแบ่งไว้ ดังนี้
๑. เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น ๑ พันนา
๒. เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น ๑ พันนา
๓. เมืองลวง เป็น ๑ พันนา
๔. เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น ๑ พันนา
๕. เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น ๑ พันนา
๖. เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น ๑ พันนา
๗. เมืองหล้า เมืองบาน เป็น ๑ พันนา
๘. เมืองฮิง เมืองปาง เป็น ๑ พันนา
๙. เชียงเหนือ เมืองลา เป็น ๑ พันนา
๑๐. เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น ๑ พันนา
๑๑. เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น ๑ พันนา
๑๒. เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น ๑ พันนา

แม่น้ำโขง เรียกในอีกสำเนียงหนึ่งว่า “แม่น้ำหลันช้าง” มีต้นกำเนิดไหลมาจากที่ราบสูงทิเบต เมื่อไหลผ่านสิบสองปันนา เขาเรียกว่า “แม่น้ำล้านช้าง” หรือเรียกว่า “แม่น้ำของ” ก็มี แล้วแม่น้ำไหลผ่านลงไปยังประเทศพม่า ลาว ไทย กัมพูชา และออกสู่ทะเลที่เวียดนาม ความยาวของแม่น้ำมากกว่า ๔,๐๐๐ กิโลเมตร มีประชากรตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่รวมกันประมาณ ๒๓๐ ล้านคน การแบ่งเขตหัวเมืองในสิบสองปันนาหากใช้แม่น้ำโขงเป็นหลัก เขาใช้ “๕ เมิงวันตก ๖ เมิงวันออกของ” นั่นคือ ๕ เมืองตะวันตกของแม่น้ำโขง และ ๖ เมืองตะวันออกของแม่น้ำโขง บวกเมืองเชียงรุ้ง จึงกลายเป็น “สิบสองปันนา”

ชาวสิบสองปันนา เป็นชนเผ่า “ไตลื้อ” ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยตามแม่น้ำล้านช้าง มีวิถีชีวิตผูกพันกับพระพุทธศาสนาและพญานาค ซึ่งถือว่าเป็นผู้พิทักษ์ชนเผ่าไตและคุ้มครองให้ความโชคดีปลอดภัย เป็นชนที่มีภาษาพูดและเขียนเป็นของตนเอง
ตามข้อมูลสำรวจประชากรเมื่อปี ๒๕๔๓ แคว้นสิบสองปันนามีประชากรทั้งสิ้น ๙๙๓,๓๙๗ คน แต่เป็นชาวไตลื้อถึง ๒๙๖,๙๓๐ คน หรือหนึ่งในสาม นั่นคือ เป็นชาวไตลื้อส่วนหนึ่ง จีนฮั่นส่วนหนึ่ง และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ อีกส่วนหนึ่ง  บรรพบุรุษของไตลื้อสืบทอดมาตั้งแต่ยุคขุนเจือง วีรบุรุษสองฝั่งโขง จวบจนถึงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน มีกษัตริย์ปกครองรวมกัน ๔๔ พระองค์ องค์สุดท้ายชื่อเจ้าหม่อมคำลือ พระราชวังตั้งอยู่ที่เวียงผาคราง บนที่เนินเขาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งมีวัดวาอารามมากมาย ปัจจุบันถูกทุบทำลายเกือบหมด ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยมีภูเขาลิงเป็นเครื่องหมาย
เมื่อมาถึงสิบสองปันนา จะได้ยินคำกล่าวขานที่ว่า “นักร้องและนักฟ้อนรำที่ขึ้นชื่อที่สุดในโลกมาจากประเทศจีน ศิลปินเหล่านั้นมาจากมณฑลยูนนาน และในมณฑลยูนนาน สิบสองปันนานับว่าเป็นเอกที่สุด”

ชีวิตยามราตรี นอกจากร้านอาหารและร้านขายของชำทั่วไปแล้ว เป็นชีวิตที่เงียบสงบ ไม่มีสถานเริงรมย์ ไม่มีสถานที่เล่นการพนัน หนุ่มสาวมีการละเล่นลาวกระทบไม้ กระโดดโลดเต้น ร้องรำทำเพลง และแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ที่โรงละครจัดให้มีโชว์ศิลปะพื้นเมือง ที่ขึ้นชื่อเสียงมาก คือ การขับร้องและฟ้อนรำชุด “เมิงพาราณสี” (เมืองพาราณสี) ซึ่งประกอบด้วย ๕ ฉาก คือ
๑. เสน่ห์งามในแคว้นสิบสองปันนา (The Romantic Charming of Xishuangpanna) ฉากเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาเมื่อพระพุทธศาสนามาถึงดินแดนแห่งนี้ มีคนแต่งตัวเป็นยักษ์ ตัวแทนของยักษ์อาฬวี และเมื่อภาพพระสงฆ์ที่เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแถบพื้นแผ่นดินนี้ จนต่อมากลายเป็นศาสนาประจำชนเผ่าไตลื้อ

๒. นกยูงนำโชค (The Auspicious Peacock) ฉากภาคพื้นดินที่มีนกยูงนับพันตัว เขาใช้ชุดคนแสดงแต่งตัวเป็นนกยูง ถือว่าเป็นจุดสำคัญของแคว้นนี้ทีเดียว มองไปทุกหนทุกแห่งจะเห็นป้ายโฆษณาชุดสาวน้อยงาม เต็มไปด้วยเสน่ห์ แต่งกายเป็นนกยูง สวยงาม น่าดู น่าชม

๓. เพลงรื่นเริงในเทศกาลสงกรานต์ (The Merry Song of Water-Splashing-Festival) ฉากการละเล่นสงกรานต์ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๔ – ๑๕ เมษายน งานประจำปีสำคัญของชาวไตลื้อ และการสาดน้ำรดหัวในวันที่ ๑๕ เมษายนของทุกปี

๔. รำอวยพร (The holy Benediction) ฉากศิลปะสวยงาม เฉพาะรำฟ้อนเล็บ และรำเซิ้ง

๕. แม่น้ำล้านช้าง แม่น้ำของ หรือแม่น้ำโขง (River of Spring water) ฉากสายน้ำที่เชื่อม ๖ ภูมิประเทศด้วยศิลปวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน คือ จีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยมีแม่หญิงไตลื้ออาบน้ำตามลำแม่น้ำโขงเป็นฉากเบื้องหลัง ถือว่าเป็นเครื่องหมายวัฒนธรรมแห่งประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำโขง

สัมผัสวิถีชีวิต
แคว้นสิบสองปันนาเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติไต (Xishuangbanna Dai Autonomous Prefecture) มีฐานะเทียบเท่าจังหวัดหนึ่งทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ซึ่งมีเมืองคุนหมิงเป็นเมืองหลวง ได้รับสิทธิพิเศษให้เป็นเขตที่มีการปกครองตนเองของชนเผ่าไต โดยมีข้อบังคับว่า ผู้ว่าการและรองผู้ว่าต้องเป็นชาวไตลื้อ

หัวเมืองต่างๆ แห่งแคว้นสิบสองปันนามีถึง ๒๘ หัวเมืองใหญ่ และ ๔๐ กว่าหัวเมืองย่อย สถานภาพในปัจจุบันจัดลดลงเป็นแค่ตำบลและหมู่บ้าน แคว้นสิบสองปันนาประกอบไปด้วยหนึ่งนครหลวงและสองอำเภอที่ว่าการ คือ นครหลวงเชียงรุ้ง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการปกครองของสิบสองปันนา เขตอำเภอเมืองฮาย (Meng Hai) มีเมืองเชี่ยนชานเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับประเทศพม่า และเขตอำเภอเมืองล่า (Meng La) ซึ่งมีเมืองล่าเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับเขตแดนประเทศลาว แคว้นสิบสองปันนาเป็นดินแดนแห่งนกยูง ชาวไตลื้อถือว่านกยูงเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความสุขความเจริญ ฉะนั้น จึงเป็นเมืองแห่งแม่น้ำป่าเขาลำเนาไพร โดยมีนกยูงเป็นสัญลักษณ์ ชาวไตลื้อนับถือพระพุทธศาสนาร้อยละ ๙๐

จุดแรกที่เข้าไปสัมผัสเรียกว่าสวนป่า (Forest Park) ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลนักจากตัวเมือง สิ่งประทับใจแรก คือภาษาจีน – อังกฤษ – ไทย ที่เขียนไว้ปากทางเข้าสวน ดังนี้
Peacocks
Xishuangbanna is the home of peacocks. In the eyes of the Dai people, peacocks are symbols of happiness, beauty and good fortune. Here we have more than 2,000 peacocks kept in a natural way.

นกยูงต้อนรับแขก
“สิบสองปันนาเป็น “บ้านเกิดของนกยูง” ชาวไตถือว่านกยูงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุข ความมีโชคดี ความสวยและความดี ถือว่าสวนนี้เป็นตัวอย่างแท้จริงของ “บ้านเกิดนกยูง” เมื่อท่านมาถึงสวน นกยูงพันกว่าตัวที่เลี้ยงในธรรมชาติ จะรำแพนต้อนรับแขกที่มีเกียรติทุกท่าน”

ตรงปากทางเข้าสวนป่านกยูงนั้น นึกชมชอบภาพปั้นเขียนบนฝาผนัง บอกเรื่องราววิถีชีวิตของชาวไต การตั้งบ้านแปงเมือง สิ่งสะดุดตาต่อมาตั้งแต่เมื่อเดินทางมาถึง คือ “งอบ” ลักษณะทรงยอดแหลมราบลงมา เห็นเจ้าหน้าที่หญิงที่สนามบินสิบสองปันนาสวมใส่ แตะตายิ่งนักครั้งหนึ่งแล้ว ยิ่งมาเห็นหญิงสาวอีกคน ทำหน้าที่เลี้ยงนกยูงในสวนป่า สวมงอบเช่นนี้ ทำให้นึกไปถึงงอบไซ่ง่อน วัฒนธรรมที่แผ่คลุมตั้งแต่จีนไปจนถึงเวียดนาม เคยชมสารคดีเจงกีสข่าน ผู้นำกองทัพมงโกลตอนบุกเข้ามาประเทศจีน ได้เห็นภาพชาวจีนฮั่นสวมงอบเช่นนี้ แสดงว่างอบเป็นที่นิยมชมชอบและใช้กันเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม นับเป็นเวลาหลายร้อยปี

เมื่อสิบห้าปีก่อน เคยบุกเดินทางไปเชียงตุง ประเทศพม่า จึงทำให้คุ้นเคยกับภูมิประเทศและชนเผ่าไตลื้อและเผ่าไตเขินบ้างพอสมควร สืบทราบว่า ถ้าออกจากเชียงรุ้งไปถึงเชียงตุง รถวิ่งผ่านเมืองฮาย เข้าเมืองลา (พม่า) ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔ ชั่วโมงเศษ นับว่าไม่ไกลนัก รัฐบาลกำลังสร้างเส้นทางด่วนเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางต่างๆ แต่ในสมัยที่เดินทางไปนั้น จำได้คร่าวๆ ว่า ระยะทางจากท่าขี้เหล็ก เชียงรายไปถึงเชียงตุง ๑๖๔ กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางถึง ๖ - ๗ ชั่วโมง เพราะเป็นเส้นทางคดเคี้ยวและรถวิ่งเลาะเนินเขาเข้าไป

เห็นเส้นทางตามถนนสายใหม่ เขากำลังก่อสร้างเส้นทางด่วนจากคุนหมิงลงมาที่นครเชียงรุ้ง สิบสองปันนา และจะสร้างต่อไปจนจรดที่เมืองล่าเขตชายแดนติดต่อกับประเทศลาว แล้วจะเข้าเขตอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ต่อไปจนเข้าถึงกรุงเทพฯ กะจะแล้วเสร็จในปลายปี ๒๕๕๑ คือช่วงกีฬาโอลิมปิกที่จีนเป็นเจ้าภาพ โดยตกลงให้มีการสร้างสะพานเพื่อเชื่อมประเทศ
สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรก ชื่อว่าสะพานมิตรภาพไทย – ลาว เชื่อมระหว่างจังหวัดหนองคายกับเวียงจันทน์ มีประเทศออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพก่อสร้าง เปิดทำการเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๗ ต่อมาเรามีสะพานมิตรภาพไทย – ลาวแห่งที่สอง ซึ่งเชื่อมระหว่างมุกดาหารกับสะหวันนะเขต เปิดทำการเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๙ และจุดที่สาม มีโครงการจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ จังหวัดเชียงราย เชื่อมต่อกับห้วยทราย ประเทศลาว โดยจะมีประเทศจีนเป็นเจ้าภาพในฝั่งโน้น และไทยเป็นเจ้าภาพในฝั่งนี้

คณะเรานั่งรถบริการท่องเที่ยวเข้าไปภายในสวนป่า ถึงจุดที่น่าชมอีกแห่งหนึ่ง คือ หมู่บ้านอานี ซึ่งถือว่าเป็นชนเผ่าสาขาหนึ่งของชนเผ่าฮานี มีประชากร ๑๖๐,๐๐๐ คนในสิบสองปันนา อยู่อาศัยบนชายคาเขา (Mountain Ridge) ชนกลุ่มนี้ไม่มีภาษาเขียน มีแต่ภาษาพูด มีนกอินทรีย์ตั้งอยู่หน้าหมู่บ้านเป็นสัญลักษณ์ มีสะพานเป็นทางเชื่อมกับโลกภายนอก
ได้เข้าไปชมพิธีสาธิตการแต่งงาน และขึ้นไปบนบ้านเพื่อดูว่ามีอะไรบ้าง มีชาวเขาเผ่าฮานีอธิบายสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านของเขา นึกชมว่าสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านได้อย่างมีชีวิตชีวาดี ไม่เหมือนกับของเรา เพราะเคยไปดูพิพิธภัณฑ์บ้านโซ่ง ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ดูแล้วรู้สึกแห้งแล้งในหัวอก แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ของเขาที่นี่ ซึ่งมีผู้คนอยู่อาศัย มีการแสดงวัฒนธรรมอย่างครึกครื้นให้ชมดูเป็นรอบๆ ผู้เข้าชมสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมได้ ไม่หงอยเหงาโหรงเหรง

เมื่อเดินต่อไปอีกหน่อย จะถึงจุดที่มีน้ำตกไหลซ่าลงมาจากเบื้องบน ด้านข้างสายน้ำตก มีรูปปั้นชาวประมงกำลังเงื้อดาบสังหารมังกร ๙ หัว คงเป็นนิทานพื้นบ้านเกี่ยวกับแม่น้ำล้านช้างแน่นอน ที่นี่มีการละเล่น ”ลาวกระทบไม้”  วิธีเล่นคือมีไม้วางพื้นดิน ๒ อันขนานกัน ระยะห่างประมาณ ๒ เมตร หญิงสาว ๒ คนถือไม้ ๒ ท่อน ถือด้วยมือทั้งสองข้าง ที่ไม้คู่อันแรกห่างประมาณสัก ๒ ศอกเศษ เคาะพร้อมกันสองครั้งแล้วกระทบกัน คนเล่นจะกระโดดเข้ากระโดดออกตามจังหวะ มีผู้ชมให้ความสนใจยืนดูมากพอสมควร เพราะเขาเล่นได้สนุก กระโดดเป็นจังหวะ มีดนตรีประกอบ ใช้เคาะไม้ให้จังหวะด้วย แต่ถ้าใครโดดไม่ดี ไม่ถูกจังหวะ รับรองว่าข้อเท้าโดนไม้เคาะ เจ็บน่าดูเป็นแน่ การละเล่นนี้เขามีเล่นทั่วไปในมณฑลยูนนาน ในมณฑลกวางสีซึ่งมีพวกไตจ้วงอยู่อาศัยอีกประมาณ ๑๐ ล้านคน ก็มีการละเล่นกระทบไม้เช่นเดียวกัน

จุดสุดท้ายที่น่าสนใจมาก คือ หมู่บ้านไต (Dai Village) ที่ปากทางเข้ามีรูปปั้นควายกับเด็กน้อยน่ารักดี ภายในบริเวณมีสินค้าเช่นผ้าทอ และร่มเป็นต้น หน้าเวทีมีปะรำหรือผาม สร้างเป็นกระโจมใหญ่ มีคนนั่งรอชมการแสดง พร้อมกับสั่งกับแกล้มอาหาร เช่น นกปิ้ง เขานั่งบนตั่งเตี้ยๆ และรับประทานอาหาร ชมการแสดงพื้นบ้านแบบสำราญใจ นับว่าเป็นวิถีชีวิตที่น่าสนใจ ชาวจีนนั้นนิยมนั่งโต๊ะรับประทานอาหารเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม ชาวไตลื้อแต่เดิมนั้นคงนั่งบนพื้นรับประทานอาหาร แต่ต่อมาใช้ตั่งเตี้ยๆ นั่งรองก้น นับว่าเป็นการเลียนแบบทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ในเมื่อผู้คนมาอยู่อาศัยรวมกันมากห ก่อเกิดกลายเป็นวัฒนธรรมร่วม

กานลั่นป้า
รถเรายังมุ่งหน้าสู่เมืองฮำ ซึ่งในภาษาพื้นเมืองแปลว่า “ม้วน” มีตำนานเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงหมู่บ้านชาวไตๆ ต้อนรับด้วยใช้ผ้าปูลาด แต่ผ้าไม่เพียงพอ ต้องม้วนแล้วคลี่ปูใหม่ ฐานะเมืองฮำปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่ง สมัยก่อนรวมกับนครเชียงรุ้งเป็นหนึ่งในเขตการปกครองของแคว้นสิบสองปันนา คนทั่วไปโดยเฉพาะจีนฮ่อรู้จักเมืองฮำในอดีตว่า “กานลั่นป้า” รถวิ่งเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านชาวไตลื้อ ไปจอดให้คณะเราลงสัมผัสกับวิถีชีวิตจริงของชาวไตลื้อ
ขณะเมื่อเดินเข้าหมู่บ้าน มีสาวชาวไตลื้อยืนสองแถวถนนยาวเหยียดคอยต้อนรับ ดูเหมือนเธอจะพูดว่า “เฮายินดีต้อนรับสู่หมู่บ้านชาวไต” มองดูลักษณะบ้านเรือนของชาวไต เห็นเสาเรือนตั้งอยู่บนอิฐ ชมสภาพชีวิตสมัยโบราณ เช่น หีบอ้อย ครกกระเดื่องตำข้าว การปั่นฝ้าย กรอด้าย ฟืมด้าย การละเล่นดนตรีพื้นบ้าน แล้วเท้าก็ไปหยุดอยู่ที่วัดหลวงของชาวไตลื้อแห่งหนึ่ง เพราะมีศิลปะโดดเด่นสวยงาม ชื่อวัดสุทธาวาส หรือวัดสวนม่อน มีชื่ออย่างทางการว่า “วัดมหาราชฐานสุทธาวาส” มีอักษรไทยและอังกฤษเขียนประวัติการบูรณะปฏิสังขรณ์ไว้ชัดเจน

การบูรณปฏิสังขรณ์วัดมหาราชฐานสุทธาวาสนั้น เคยได้รับการอนุเคราะห์จากไทย เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๐ ดังนี้
๑. กระทรวงการต่างประเทศ บริจาคเงิน ๒๒๕,๘๐๐ หยวน สมทบการซ่อมแซมพระวิหาร
๒. ฯพณฯ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานวุฒิสภาไทย บริจาค ๑๙๘,๘๘๘ หยวน สมทบการซ่อมแซมพระวิหาร ก่อสร้างกำแพงกับซุ้มประตูใหญ่ และจัดซื้อที่เพื่อสร้างโบสถ์หลังใหม่

นึกครึ้มอกครึ้มใจที่เราชาวไทยก็มีส่วนร่วมในบุญกุศลบูรณปฏิสังขรณ์วัดหลวงของชาวไตลื้อแห่งนี้ด้วย ที่ด้านหน้าวิหารมีพระเจดีย์สีเหลืองสุกอร่ามงามตา รูปทรงสวยงามได้ขนาดพอดี ตัววิหารเองมองจากด้านนอกก็สวยงามไม่แพ้กัน วัดสุทธาวาสนี้ถือว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวไตลื้อ มีอายุมาเป็นพันๆ ปี เพราะสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๑๒๖ ภายในวิหารมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มหึมาขนาด ๓๐ นิ้วตั้งประดิษฐานอยู่ เมื่อกราบไหว้บูชาแล้วชื่นใจ ดีใจที่ได้มาเยือนบ้านเกิดเมืองนอนของญาติพี่น้องของเรา ที่น่าเศร้าใจก็คือสถานที่แห่งนี้ชำรุดทรุดโทรม หลังจากปฏิวัติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้ว พระพุทธศาสนาในสิบสองปันนาก็ได้สูญหายไป เพิ่งกลับมาฟื้นฟูใหม่หลัง พ.ศ. ๒๕๑๙ นี้เอง



เคหสถาน
เมื่อสังเกตลักษณะบ้านเรือนไตลื้อทั่วไป จะนิยมสร้างยกพื้นสูง ๒ ชั้น มีสิ่งสะดุดตาคล้ายกันอยู่อย่างหนึ่ง คือเสาบ้านเรือนจะต้องตั้งอยู่บนก้อนอิฐ คงเพื่อสะดวกต่อการโยกย้าย และเป็นเหตุผลทางวัฒนธรรมสืบทอดกันมา เขานิยมปลูกบ้านเรือนบนที่ราบลุ่มใกล้แหล่งแม่น้ำ บริเวณรอบบ้านจะปลูกสวนครัวรั้วกินได้ หรือต้นไม้ผลต่างๆ นิยมเลี้ยงวัวควายหรือปศุสัตว์ไว้ใต้ถุนเรือน กั้นรั้วพอไม่ให้สัตว์หนีออกจากเขตกักกันบริเวณบ้าน

อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยมาเยี่ยมเยียนบ้านอนุรักษ์หลังที่ขึ้นไปดูมานี้ เพราะมีภาพถ่ายติดไว้เป็นหลักฐาน
ลักษณะบ้านชาวไตลื้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง คือห้องรับรองแขก จะสร้างไว้ให้โอ่โถงใหญ่โต มีโต๊ะและตั่ง ตั้งน้ำชาไว้คอยต้อนรับบริการ ไกด์สอนบทสนทนาเพื่อเริ่มต้นคุยกัน ให้เริ่มต้นคำพูดด้วยประโยคที่ว่า “มีลูกกี่โต๋” เป็นต้น การมีห้องรับแขกใหญ่โตแสดงว่า ชาวไตลื้อเป็นผู้นิยมเอาอกเอาใจแขกที่มาเยือน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เอาหมอนพิงมาให้ เอาน้ำมาเสริฟ แสดงว่ามีอัธยาศัยใจคอดีกว้างขวาง ส่วนห้องนอนนั้นค่อนข้างไม่เรียบร้อย ดูไม่ค่อยได้ ห้องรับแขกถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดภายในบ้าน จัดว่าเป็นหน้าเป็นตาของชาวไตลื้อเลยก็ว่าได้

ชาวไตลื้อมีการนอนที่เรียงลำดับจากผู้เฒ่าสูงอายุ นอนหันหัวไปทางทิศตะวันออก หันปลายเท้าไปทางทิศตะวันตก เมื่อนอนเรียงกันจะเริ่มจากทิศตะวันออก นอนเรียงลำดับอาวุโสเรื่อยไป ถ้าหนุ่มชอบลูกสาวบ้านไตลื้อคนใด คำนวนออกว่าคนไหนนอนอยู่ตรงไหน ยามกลางคืนก็เอาไม้มากระทุ้งให้ถูกตัวสาวคนนั้น นัดไปคุยกันที่ข่วงเกี้ยวสาวของหมู่บ้าน การถูกเนื้อต้องตัวกัน ถือว่าเป็นธรรมดา แต่จะไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศ เพราะถือว่าเป็นการ “ผิดผี” แต่ถ้าหนุ่มคนไหนโชคร้ายเกิดกระทุ้งผิดคนขึ้นมา เรียกว่าฝีมือยังอ่อนหัด ใช้ไม่ได้ สิ่งที่จะติดตามมาก็คือถูกน้ำสาดราดหัวนั่นเอง

ชาวไตลื้อทั่วไปถือว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างเคร่งครัด เหมือนกับคนทางภาคเหนือไทยเรา สิบสองปันนามีชื่อเสียงว่าเป็น “เป็นแหล่งบ้านเกิดเมืองนอนแห่งวัดวาอารามต่างๆ” มีเทศกาลเปิดประตู (the Door Opening Festival) และเทศกาลปิดประตู (the Door Closing Festival) คือเทศกาลทำบุญเข้าพรรษาและออกพรรษา ถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่สำคัญ เขานับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างหนักแน่นเช่นเดียวกับเรา แต่คงได้รับอิทธิพลแบบพุทธตันตระและมหายานมาบ้าง จึงเคารพในพระธรรมมากกว่าพระวินัย เคร่งบางอย่าง ไม่เคร่งบางอย่าง ไม่ถือสาในบางเรื่องบางราว ถ้าชาวบ้านให้การยอมรับ ไม่ถือเป็นโลกวัชชะ เช่น พระเณรสวมรองเท้านิกกี้ เล่นสนุกเกอร์ในที่สาธารณะ ขับรถยนต์ กินข้าวแลง เป็นต้น หากชาวไทยภาคกลางไปเห็นเข้า คงร้องบอกว่าเคร่งสู้พระไทยเราไม่ได้ อย่างนี้เขาเรียกว่ามองต่างมุม ตามคติไทยว่า สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอย่างพร่างพราว ในปรัชญาขงจื้อยังบอกว่า เมื่อเห็นคนเดินมาหลายคน คงต้องมีสักคนหนึ่งที่สามารถเป็นครูให้เราได้ ไม่มีใครดีทั้งหมด และไม่มีใครเลวทั้งหมด อยู่ที่ว่าจะเลือกคนไหนสิ่งไหนมาเป็นครูสอนใจตนเอง

สรุป
ชาวไตลื้อมีภาษาพูด – เขียนเป็นของตนเอง เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้สามารถรักษาวัฒนธรรมไตลื้อและพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชนเผ่าไว้ได้ ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์จากซีกโลกตะวันตกและวัฒนธรรมต่างแดนจากจีนฮ่อ ชาวไตลื้อถึงจะเป็นชนกลุ่มน้อยบนจีนแผ่นดินใหญ่ ในตัวเมืองจะพบพวกชาวจีนฮั่นทำมาค้าขายเป็นส่วนใหญ่ แต่ในชนบทส่วนใหญ่ในแคว้นสิบสองปันนาจะพบชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มไตลื้อ ที่อยู่อาศัยบนพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ ช่วยกันทำมาหากิน ตามคำกล่าวที่ว่า ชาวไตนั้นขอเพียงมีเมล็ดพืชอะไรในกำมือ หว่านลงไปในพื้นดินก็มีของกินเหลือเฟือ บวกกับแม่น้ำของหรือแม่น้ำล้านช้าง และเนินเขาที่มากมายหลายสิบลูก ไกลสุดลูกหูลูกตา จนลับขอบฟ้าสีเขียว เป็นปราการธรรมชาติที่ดียิ่ง ช่วยทำให้ชาวไตลื้อขยัน ขันแข็ง อดทน และแข็งแกร่ง ปลูกผักผลไม้เป็นสวนครัวรั้วกินได้ มีความโดดเด่นในด้านร้องเพลง ขับร้อง ฟ้อนรำ มีอัธยาศัยใจคอดี กว้างขวาง สิ่งดีๆ เหล่านี้ยังมีอยู่ในดินแดนไตลื้อนกยูงแห่งนี้ ที่ยังรอให้ไปสัมผัสวิถีชีวิตแท้จริง

================จบ=============

ผู้แต่ง :: พระศรีธวัชเมธี

ข้อมูล - https://www.mcu.ac.th/article/detail/14233

tag:xishuangbanna,ทัวร์ สิบสองปันนา, สิบสองปันนา, ทัวร์ สิบสองปันนา เชียงราย, ทัวร์ สิบสองปันนา รถไฟความเร็วสูง,ทัวร์ สิบสองปันนา 2566,เที่ยวสิบสองปันนา,สิบสองปันนา pantip,สิบสองปันนา รีวิว,ทัวร์ สิบสองปันนา เชียงราย, ทัวร์ สิบสองปันนา เชียงใหม่, สิบสองปันนา เครื่องบิน,สิบสองปันนา รถไฟลาวจีน,

tag:xishuangbanna,ทัวร์ สิบสองปันนา, สิบสองปันนา, ทัวร์ สิบสองปันนา เชียงราย, ทัวร์ สิบสองปันนา รถไฟความเร็วสูง,ทัวร์ สิบสองปันนา 2566,เที่ยวสิบสองปันนา,สิบสองปันนา pantip,สิบสองปันนา รีวิว,ทัวร์ สิบสองปันนา เชียงราย, ทัวร์ สิบสองปันนา เชียงใหม่, สิบสองปันนา เครื่องบิน,สิบสองปันนา รถไฟลาวจีน,

tag:xishuangbanna,ทัวร์ สิบสองปันนา, สิบสองปันนา, ทัวร์ สิบสองปันนา เชียงราย, ทัวร์ สิบสองปันนา รถไฟความเร็วสูง,ทัวร์ สิบสองปันนา 2566,เที่ยวสิบสองปันนา,สิบสองปันนา pantip,สิบสองปันนา รีวิว,ทัวร์ สิบสองปันนา เชียงราย, ทัวร์ สิบสองปันนา เชียงใหม่, สิบสองปันนา เครื่องบิน,สิบสองปันนา รถไฟลาวจีน,

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้